“แม้เธอปรารถนาจะเข้าถึงความจริงที่ซ่อนเร้น แต่ถึงที่สุดแล้ว เธอกลับพบว่า มันเป็นสิ่งที่โหดร้ายและไม่น่าปรารถนาเอาเสียเลย”
ข่าวคราวเกี่ยวกับการพบเห็นชายคนรักของเธอควงคู่กับผู้หญิงคนอื่น ในสถานที่และเวลาที่ต่างกัน ล่องลอยมาสู่การรับรู้ของเธออย่างสม่ำเสมอ เพื่อนบางคนกระตือรือร้นที่จะบอกสิ่งที่ได้พบเห็นกับเธอตรงไปตรงมา แต่บางคนก็พยายามพูดอย่างอ้อมค้อมและระมัดระวังอย่างที่สุดเพื่อไม่ให้เธอเสียใจ
ทุกครั้งที่ได้ยินข่าวคราวทำนองนี้ เธอไม่รีรอที่จะไถ่ถามเอาความจริงจากเขา เธอรักเขา และเชื่อใจเขา ดังนั้นเธอจึงไม่ให้ความสำคัญกับคำพูดของคนอื่น ๆ เท่ากับคำพูดยืนยันจากปากของเขาเอง
เธอจะไม่ถามเขาว่าในวันนั้น เวลานั้น เขาอยู่ที่ไหน หรือทำอะไรอยู่กับใคร เธอไม่ได้ต้องการจับผิดเขา สิ่งเดียวที่เธอต้องการจากเขา ก็คือคำยืนยันว่า สิ่งที่เธอได้ยินมานั้นเป็นความจริงหรือไม่
แม้จะอยากรู้ความจริงจากปากของเขา แต่เอาเข้าจริงแล้วในส่วนลึกของหัวใจนั้น เธอต้องการเพียงให้เขาพูดคำสั้น ๆ ว่า “ไม่จริง” มันเป็นคำคำเดียวที่เธอปรารถนาจะได้ยินจากปากของคนที่เธอรักและไว้ใจที่สุด
เพียงแค่เขาพูดคำนี้ออกมา เธอก็พร้อมที่จะเชื่อในสิ่งที่เขาบอก และเธอก็จะไม่ซักถามความจริงอะไรจากเขาอีก แน่นอนว่า เขาฉลาดพอที่จะรู้ว่าคำตอบแบบไหนที่เธอต้องการ และเขาก็ไม่ทำให้เธอผิดหวัง
แม้จะมีข่าวคราวที่ไม่ค่อยดีนักแว่วมาเข้าหูของเธออยู่บ่อยๆ แต่ทุกครั้งเธอก็สามารถผ่านพ้นมันไปได้ เพราะคำยืนยันจากปากของเขา และถ้อยคำหวานซึ้งต่าง ๆ นานาที่เขาสรรหามาปลอบประโลมใจเธอ มันทำให้เธอบอกกับตัวเองได้ว่า คำพูดของคนเหล่านั้นเป็นแค่ความเข้าใจผิด
เมื่อพบว่าเธอเลือกที่จะเชื่อคำพูดของเขา มากกว่าจะเชื่อในความหวังดีของตน เพื่อนๆหลายคนจึงเริ่มรู้สึกว่าไร้ประโยชน์ที่จะมาคอยบอกคอยเตือนถึงสิ่งที่เขาทำลับหลังเธอ
เพื่อนบางคนเห็นว่าเธอเป็นผู้หญิงซื่อและโง่ บางคนเห็นว่าเธอถูกความรักทำให้ตาบอด บางคนไม่โทษเธอแต่โยนความผิดไปที่ความเลวของผู้ชายที่เธอหลงรัก
จะมีก็แต่เพื่อนสนิทที่เป็นรูมเมทของเธอ ที่ยังคงหวังดีคอยนำข่าวคราวที่ไม่ค่อยดีนักมารายงานเธอ โดยไม่แคร์ว่าเธอจะเชื่อหรือไม่ และทุกครั้งที่ฟังจบ เธอจะบอกกับเพื่อนผู้หวังดีว่า บางครั้งความจริงก็อาจจะไม่ใช่สิ่งเดียวกับภาพที่เราเห็น
จนกระทั่งในเย็นวันหนึ่ง เธอได้เห็นกับตาตัวเองว่า เขา--ชายคนที่เธอรักและไว้ใจที่สุด—เดินจูงมือนักศึกษาสาวรุ่นน้องหน้าตาน่ารักคนหนึ่งเข้าไปในร้านอาหารในย่านชุมชนใกล้มหาวิทยาลัย มันเป็นร้านอาหารติดกระจกที่มีวงดนตรีบรรเลง ร้านเดียวกับที่เขาพาเธอมาเดทครั้งแรก และสิ่งที่เธอเห็นก็เป็นภาพเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับเธอ
ทันทีที่พาตัวเองกลับถึงห้องพัก เธอได้แต่นอนร้องไห้ฟูมฟายปานจะขาดใจ เธอไม่อยากจะเชื่อว่าคำบอกเล่าที่เธอเคยได้ยินมาทั้งหมดจะเป็นความจริง และไม่คิดว่าเขาจะหลอกลวงเธอ เธอรักเขามาก และเขาเองก็บอกว่าเขารักเธอมากเช่นกัน นี่เธอจะโกรธเขาได้ลงหรือ แต่ต่อให้โกรธแค่ไหนเธอก็ยังรักเขาอยู่ดี เธอจะมีชีวิตอยู่อย่างไรได้ถ้าไม่มีเขา
ไม่..เธอไม่กล้าคิดถึงเรื่องการเลิกลา เธอยังรักเขา ต้องการเขาคนเดียว เธอเริ่มคิดอะไรวนไปวนมา ฟุ้งซ่าน น้ำตาไหล และสะอึกสะอื้น
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ปลุกเธอจากความโศกเศร้าเสียใจ เธอคิดในใจขอให้เป็นเขา และเป็นอย่างที่คาด เธอรับสายด้วยเสียงสะอื้น แต่ทันที่ที่เสียงนุ่ม ๆ แฝงไว้ด้วยความอบอุ่นของเขาแทรกผ่านเข้ามา เธอก็รู้สึกดีขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ มันเป็นเสียงที่เธอคุ้นเคย เสียงที่เธอได้ยินทุกคืน เสียงที่นำพาคำว่ารักมาสู่หัวใจบอบบางของเธอ เขาถามเธอด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความเป็นห่วงว่าเธอเป็นอะไร
เธอเงียบไปครู่หนึ่ง พยายามสะกดกลั้นอาการสะอึกสะอื้น แล้วตอบเขาไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า เธอมีปัญหาเรื่องงานกับเพื่อนที่คณะนิดหน่อย เขาบอกว่าเป็นห่วงเธอมาก และจะรีบมารับเธอไปค้างคืนที่ห้องพักของเขา เขาอยากดูแลเธอในเวลาที่เธอเจ็บปวดหรือเสียใจ
ทันทีที่ปิดไฟ เธอโถมตัวเข้าใส่เขา จูบเขาอย่างกราดเกรี้ยว เขาตอบสนองเธออย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งคู่ร่วมรักกันอย่างเร่าร้อนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในระหว่างนั้นเขาบอกรักเธอในความมืดมิด สอดประสานกับเสียงครางเบา ๆ ในลำคอของเธอ
ก่อนจะหลับไปในอ้อมแขนของเขา เธอบอกกับตัวเองว่า เธอไม่อยากจะรับรู้และไม่อยากจะสนใจอีกแล้วว่าความจริงที่บ้าบอคอแตกเหล่านั้นจะเป็นอย่างไร เวลานี้เธอพอใจที่จะเชื่อว่าเขายังรักเธอ และเธอยังเป็นผู้หญิงคนเดียวที่เขารัก
เธอรู้ว่าเขาหลอกแต่ก็เต็มใจให้หลอก เขาหลอกเธอ แล้วเธอก็หลอกตัวเองด้วย...
edit @ 30 Oct 2007 19:43:16 by Chai