ความจริง

posted on 30 Oct 2007 17:02 by homosentimentalis  in fiction

  

แม้เธอปรารถนาจะเข้าถึงความจริงที่ซ่อนเร้น แต่ถึงที่สุดแล้ว เธอกลับพบว่า มันเป็นสิ่งที่โหดร้ายและไม่น่าปรารถนาเอาเสียเลย         

  

        ข่าวคราวเกี่ยวกับการพบเห็นชายคนรักของเธอควงคู่กับผู้หญิงคนอื่น ในสถานที่และเวลาที่ต่างกัน ล่องลอยมาสู่การรับรู้ของเธออย่างสม่ำเสมอ เพื่อนบางคนกระตือรือร้นที่จะบอกสิ่งที่ได้พบเห็นกับเธอตรงไปตรงมา แต่บางคนก็พยายามพูดอย่างอ้อมค้อมและระมัดระวังอย่างที่สุดเพื่อไม่ให้เธอเสียใจ

        ทุกครั้งที่ได้ยินข่าวคราวทำนองนี้ เธอไม่รีรอที่จะไถ่ถามเอาความจริงจากเขา เธอรักเขา และเชื่อใจเขา ดังนั้นเธอจึงไม่ให้ความสำคัญกับคำพูดของคนอื่น ๆ เท่ากับคำพูดยืนยันจากปากของเขาเอง

         เธอจะไม่ถามเขาว่าในวันนั้น เวลานั้น เขาอยู่ที่ไหน หรือทำอะไรอยู่กับใคร เธอไม่ได้ต้องการจับผิดเขา สิ่งเดียวที่เธอต้องการจากเขา ก็คือคำยืนยันว่า สิ่งที่เธอได้ยินมานั้นเป็นความจริงหรือไม่

         แม้จะอยากรู้ความจริงจากปากของเขา แต่เอาเข้าจริงแล้วในส่วนลึกของหัวใจนั้น เธอต้องการเพียงให้เขาพูดคำสั้น ๆ ว่า ไม่จริงมันเป็นคำคำเดียวที่เธอปรารถนาจะได้ยินจากปากของคนที่เธอรักและไว้ใจที่สุด  

          เพียงแค่เขาพูดคำนี้ออกมา เธอก็พร้อมที่จะเชื่อในสิ่งที่เขาบอก และเธอก็จะไม่ซักถามความจริงอะไรจากเขาอีก แน่นอนว่า เขาฉลาดพอที่จะรู้ว่าคำตอบแบบไหนที่เธอต้องการ และเขาก็ไม่ทำให้เธอผิดหวัง

          แม้จะมีข่าวคราวที่ไม่ค่อยดีนักแว่วมาเข้าหูของเธออยู่บ่อยๆ แต่ทุกครั้งเธอก็สามารถผ่านพ้นมันไปได้ เพราะคำยืนยันจากปากของเขา และถ้อยคำหวานซึ้งต่าง ๆ นานาที่เขาสรรหามาปลอบประโลมใจเธอ มันทำให้เธอบอกกับตัวเองได้ว่า คำพูดของคนเหล่านั้นเป็นแค่ความเข้าใจผิด 

           เมื่อพบว่าเธอเลือกที่จะเชื่อคำพูดของเขา มากกว่าจะเชื่อในความหวังดีของตน เพื่อนๆหลายคนจึงเริ่มรู้สึกว่าไร้ประโยชน์ที่จะมาคอยบอกคอยเตือนถึงสิ่งที่เขาทำลับหลังเธอ

         เพื่อนบางคนเห็นว่าเธอเป็นผู้หญิงซื่อและโง่ บางคนเห็นว่าเธอถูกความรักทำให้ตาบอด บางคนไม่โทษเธอแต่โยนความผิดไปที่ความเลวของผู้ชายที่เธอหลงรัก 

           จะมีก็แต่เพื่อนสนิทที่เป็นรูมเมทของเธอ ที่ยังคงหวังดีคอยนำข่าวคราวที่ไม่ค่อยดีนักมารายงานเธอ โดยไม่แคร์ว่าเธอจะเชื่อหรือไม่ และทุกครั้งที่ฟังจบ เธอจะบอกกับเพื่อนผู้หวังดีว่า บางครั้งความจริงก็อาจจะไม่ใช่สิ่งเดียวกับภาพที่เราเห็น

            จนกระทั่งในเย็นวันหนึ่ง เธอได้เห็นกับตาตัวเองว่า เขา--ชายคนที่เธอรักและไว้ใจที่สุด—เดินจูงมือนักศึกษาสาวรุ่นน้องหน้าตาน่ารักคนหนึ่งเข้าไปในร้านอาหารในย่านชุมชนใกล้มหาวิทยาลัย มันเป็นร้านอาหารติดกระจกที่มีวงดนตรีบรรเลง ร้านเดียวกับที่เขาพาเธอมาเดทครั้งแรก และสิ่งที่เธอเห็นก็เป็นภาพเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับเธอ

            ทันทีที่พาตัวเองกลับถึงห้องพัก เธอได้แต่นอนร้องไห้ฟูมฟายปานจะขาดใจ เธอไม่อยากจะเชื่อว่าคำบอกเล่าที่เธอเคยได้ยินมาทั้งหมดจะเป็นความจริง และไม่คิดว่าเขาจะหลอกลวงเธอ เธอรักเขามาก และเขาเองก็บอกว่าเขารักเธอมากเช่นกัน นี่เธอจะโกรธเขาได้ลงหรือ แต่ต่อให้โกรธแค่ไหนเธอก็ยังรักเขาอยู่ดี เธอจะมีชีวิตอยู่อย่างไรได้ถ้าไม่มีเขา

        ไม่..เธอไม่กล้าคิดถึงเรื่องการเลิกลา เธอยังรักเขา ต้องการเขาคนเดียว เธอเริ่มคิดอะไรวนไปวนมา ฟุ้งซ่าน น้ำตาไหล และสะอึกสะอื้น

            เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ปลุกเธอจากความโศกเศร้าเสียใจ เธอคิดในใจขอให้เป็นเขา และเป็นอย่างที่คาด เธอรับสายด้วยเสียงสะอื้น แต่ทันที่ที่เสียงนุ่ม ๆ แฝงไว้ด้วยความอบอุ่นของเขาแทรกผ่านเข้ามา เธอก็รู้สึกดีขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ มันเป็นเสียงที่เธอคุ้นเคย เสียงที่เธอได้ยินทุกคืน เสียงที่นำพาคำว่ารักมาสู่หัวใจบอบบางของเธอ เขาถามเธอด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความเป็นห่วงว่าเธอเป็นอะไร

            เธอเงียบไปครู่หนึ่ง พยายามสะกดกลั้นอาการสะอึกสะอื้น แล้วตอบเขาไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า เธอมีปัญหาเรื่องงานกับเพื่อนที่คณะนิดหน่อย เขาบอกว่าเป็นห่วงเธอมาก และจะรีบมารับเธอไปค้างคืนที่ห้องพักของเขา เขาอยากดูแลเธอในเวลาที่เธอเจ็บปวดหรือเสียใจ

            ทันทีที่ปิดไฟ เธอโถมตัวเข้าใส่เขา จูบเขาอย่างกราดเกรี้ยว เขาตอบสนองเธออย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งคู่ร่วมรักกันอย่างเร่าร้อนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในระหว่างนั้นเขาบอกรักเธอในความมืดมิด สอดประสานกับเสียงครางเบา ๆ ในลำคอของเธอ

            ก่อนจะหลับไปในอ้อมแขนของเขา เธอบอกกับตัวเองว่า เธอไม่อยากจะรับรู้และไม่อยากจะสนใจอีกแล้วว่าความจริงที่บ้าบอคอแตกเหล่านั้นจะเป็นอย่างไร เวลานี้เธอพอใจที่จะเชื่อว่าเขายังรักเธอ และเธอยังเป็นผู้หญิงคนเดียวที่เขารัก

      เธอรู้ว่าเขาหลอกแต่ก็เต็มใจให้หลอก เขาหลอกเธอ แล้วเธอก็หลอกตัวเองด้วย...

 

 

 

edit @ 30 Oct 2007 19:43:16 by Chai

การเชื่ออย่างงมงาย

posted on 25 Oct 2007 18:38 by homosentimentalis  in fiction

 

ขบวนรถไฟแห่งความรักของทั้งสองที่เคยพุ่งทะยานไปด้วยอัตราเร่งที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ออกจากจุดเริ่มต้น บัดนี้กำลังลดความเร็วลงทุกที 

 

        แม้จะยังไม่รู้ความจริงที่เขาซุกซ่อนไว้เบื้องหลังบรรดาข้ออ้างที่ฟังดูมีเหตุมีผลน่าเชื่อถือ แต่เธอเองก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขา

        ทั้งสองยังคงพบหน้าทุกวันเหมือนเคย แต่เขากลับมีเวลาอยู่กับเธอได้ไม่นานเหมือนเมื่อก่อน บางวันเขามาเพียงแค่ให้เธอเห็นหน้า พูดคุยกันเพียงเล็กน้อย แล้วก็จากไป มีอยู่บ่อยครั้งที่เธออ้อนวอนให้เขาอยู่กินข้าวเย็นด้วยกันเหมือนที่เคยเป็นมา แต่เขาก็พยายามเลี่ยงและหาข้ออ้างมาปฏิเสธคำขอร้องของเธอ

        บางครั้งเขาปล่อยให้เธอรอคอยด้วยความกระวนกระวาย แล้วโทรมายกเลิกการนัดพบในนาทีสุดท้าย เธอมักจะแสดงให้เขารู้อย่างตรงไปตรงมาว่าเธอเสียใจและน้อยใจ แต่ความรู้สึกเหล่านั้นก็หายไปทุกครั้งที่เขาปลอบใจเธอด้วยถ้อยคำออดอ้อนแสนหวาน

        ทุกคืนก่อนเข้านอน เขายังคงโทรมาคุยกับเธอเช่นเคย เพื่ออวยพรให้เธอหลับฝันดี แต่หลายครั้งในระหว่างที่ทั้งสองพูดคุยกัน เมื่อใดที่มีสายเรียกซ้อนเข้ามา เขาก็มักจะขอให้เธอช่วยวางสายไปก่อน ด้วยเหตุผลที่ว่าจำเป็นต้องรับสายและพูดคุยเรื่องงานที่สำคัญมาก 

        เช่นเดียวกับในหลาย ๆ ครั้งที่เขาพยายามปฏิเสธที่จะให้เธอไปค้างคืนที่ห้องพักของเขาเหมือนเมื่อก่อน ด้วยเหตุผลและความจำเป็นที่เธอไม่สามารถปฏิเสธได้

        การกระทำที่เปลี่ยนแปลงไปของเขา มีเหตุผลที่มีน้ำหนักรองรับอยู่เสมอ ทั้งหมดเป็นเรื่องงาน เรื่องความรับผิดชอบ และอนาคตในชีวิตนักศึกษาของเขา ซึ่งสำหรับเธอแล้วมันเป็นเรื่องสำคัญอย่างคอขาดบาดตายเลยทีเดียว

        เธอเข้าใจเหตุผลของเขา แม้ว่าลึก ๆ แล้วจะไม่ค่อยพอใจกับความห่างเหินที่เกิดขึ้นก็ตาม ทุกครั้งเธอจะบอกตัวเองว่าเธอเข้าใจเขา แต่ถึงที่สุดแล้ว เธอก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกน้อยใจอยู่ดี เธอรู้ดีว่ามันไม่มีเหตุผล แต่เธอก็แสดงอาการงอนเขาบ่อย ๆ

        ทุกครั้งที่เธองอน เขาจะพยายามง้อเธอทุกวิถีทาง เอาอกเอาใจเธอมากเป็นพิเศษ และพร่ำบอกกับเธอว่าเขารักเธอมากมายเพียงใด และเธอสำคัญกับเขามากมายเพียงใด

        เธอพยายามเข้าใจและเชื่อในเหตุผลที่เขาบอกเธอทุกอย่าง โดยไม่นึกคลางแคลงใจกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว

        จนกระทั่งคืนวันหนึ่ง เพื่อนผู้หวังดีของเธอได้โทรศัพท์มาเล่าให้เธอฟังว่า เห็นชายหนุ่มที่เธอรักควงแขนนักศึกษาสาวรุ่นน้องหน้าตาน่ารักคนหนึ่ง ไปดูหนังรอบดึกในโรงเดียวกับที่เพื่อนของเธอไปดู เพื่อนผู้หวังดีคนนี้ยังบรรยายสิ่งที่ได้เห็นอีกว่า ทั้งคู่ดูใกล้ชิดสนิทสนม และทำตัวกระหนุงกะหนิงกันเหมือนคู่รักทั่วไป ซึ่งทำให้เพื่อนของเธอคนนี้รู้สึกแปลกใจมาก

        เพื่อนของเธอยืนยันอย่างหนักแน่นว่าต้องเป็นเขาแน่นอน แต่เธอคิดว่าเพื่อนของเธอคงจำผิดคน เธอขอบอกขอบใจเพื่อนผู้หวังดี และบอกไปว่า เธอเชื่อว่าเขาคงไม่ทำอย่างนั้น เพราะเขาเพิ่งจะบอกเธอไปเมื่อตอนหัวค่ำก่อนจะแยกจากกัน ว่าเขารักเธอ

        หลังวางสายจากเพื่อน เธอรีบโทรหาเขาทันที เขารับสายด้วยน้ำเสียงราบเรียบเป็นปกติ เธอถามเขาว่าอยู่ไหน เขาตอบว่ากำลังพิมพ์รายงานอยู่ที่ห้องเพื่อน มันเป็นงานด่วนที่ทุกคนในกลุ่มต้องมาช่วยกันทำให้เสร็จ เพื่อให้ทันส่งอาจารย์ในเช้าวันรุ่งขึ้น และดังนั้นเขาจึงไม่สะดวกจะคุยกับเธอได้นาน

        ก่อนวางสาย เธอให้กำลังใจเขา บอกให้เขาหาอะไรกินตอนดึกด้วย และเขาอวยพรให้เธอหลับฝันดี...

 

 

 

 

edit @ 25 Oct 2007 18:46:21 by Chai

ความลุ่มหลง

posted on 21 Oct 2007 12:31 by homosentimentalis  in fiction

 

ฤดูกาลแห่งความสุขสมกำลังจะผ่านพ้นชีวิตเธอพร้อมกับการจากไปของสายลมหนาว

 

             เมื่อครั้งที่ยังเรียนอยู่ชั้นปีที่หนึ่ง เธอต้องลงเรียนวิชาจิตวิทยาเบื้องต้น ในฐานะที่เป็นวิชาบังคับพื้นฐานสำหรับนักศึกษาทุกคน แม้ว่าโดยส่วนตัวแล้ว เธอจะไม่เคยมีความสนใจในเรื่องของความสลับซับซ้อนภายในจิตใจของมนุษย์มาก่อนเลย

            ในวิชานั้น เธอได้ทำความรู้จักกับชายชาวออสเตรียชื่อซิกมุนด์ ฟรอยด์ ผู้ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นบิดาของวิชาจิตวิทยาสมัยใหม่ ผ่านการศึกษาแนวคิดทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของเขา

           แรกทีเดียวเธอไม่เข้าใจในสิ่งที่ฟรอยด์เสนอ เธอมองว่ามันเป็นความคิดที่ค่อนข้างแปลก และผิดแผกจากความเข้าใจในสิ่งที่เรียกว่าธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งเธอได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เล็กจนโต

          ดังนั้นแม้ว่าเธอจะได้เรียนรู้และเขียนรายงานเกี่ยวกับทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ แต่เอาเข้าจริงแล้ว เธอเองก็ยังคงมีข้อกังขากับข้อเสนอทางทฤษฎีของเขาอยู่ดี

          เธอไม่ค่อยอยากจะเชื่อในคำอธิบายของฟรอยด์ที่บอกว่า การกระทำใด ๆ ในชีวิตของมนุษย์คนหนึ่ง ล้วนเป็นผลมาจากสัญชาตญาณทางเพศ ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในจิตไร้สำนึกของเราทุกคน

          เพราะอย่างน้อยที่สุด เธอก็ยืนยันกับตัวเองได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอได้ทำลงไปนั้น ล้วนแล้วแต่มาจากการคิดและตัดสินใจด้วยเหตุด้วยผลและการสำนึกรู้ของเธอทั้งสิ้น เธอจำได้ดีว่าย่าของเธอเคยสอนอยู่เสมอว่าก่อนจะทำอะไรให้คิดไตร่ตรองให้ดี และเธอก็ทำตามคำสอนของย่าเสมอมา

         ในตอนนั้น เธอมีข้อสรุปให้กับข้อกังขาของตัวเองว่า ฟรอยด์ลดทอนพฤติกรรมต่าง ๆ นานาลงมาเป็นเพียงเรื่องของแรงขับดันทางเพศที่ถูกเก็บกดไว้ภายในจิตไร้สำนึกแต่อย่างเดียว เป็นการโยนสาเหตุของทุกสิ่งทุกอย่างไปอยู่ที่พลังขับดันทางเพศ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ชีวิตคนเรามีอะไรที่สำคัญกว่าเรื่องกามารมณ์ตั้งมากมายหลายอย่าง

         แต่ทุกครั้งที่ภาพประทับในความทรงจำถึงฉากการร่วมรักระหว่างเธอกับหนุ่มคนรักผุดแวบขึ้นมารบกวนความคิดคำนึงของเธออย่างไร้ที่มาที่ไป มันกลับทำให้เธอฉุกคิดถึงสิ่งที่ฟรอยด์ได้กล่าวเอาไว้ และแม้ว่าที่ผ่านมาเธอเองก็ยังคงไม่เข้าใจว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไรที่ชีวิตคนเราจะถูกผลักด้วยแรงปรารถนาทางกามารมณ์ แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้เธอเริ่มจะเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว

         บางทีฟรอยด์ก็อาจจะพูดถูก เพราะบ่อยครั้งเธอพบว่าตัวเองคิดถึงเขามากมายเหลือเกิน มันเป็นความโหยหาที่ทำให้เธอปรารถนาจะอยู่ใกล้ชิดเคียงข้างกายเขาตลอดเวลา และบ่อยครั้งเช่นกันที่ความรู้สึกโหยหาแบบนี้เกิดขึ้นโดยที่เธอไม่รู้ตัวเลย

         เธอเริ่มจะเข้าใจมากขึ้น เมื่อพบว่าในแต่ละวัน เธออยากให้ชั่วโมงการบรรยายอันยาวนานในห้องเรียนสิ้นสุดลงเร็ว ๆ เพื่อที่เธอจะได้พบเขา ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันตามลำพังแม้เพียงช่วงสั้นๆ ของวัน และถ้ามีโอกาสเธอก็ไม่ลังเลที่จะไปค้างคืนที่ห้องพักของเขา

          เธอไม่รู้ว่า ความปรารถนาในส่วนลึกที่ทำให้เธอเฝ้านับเวลาแต่ละนาที เพื่อรอคอยการมาถึงของค่ำคืนแห่งความสุขล้นที่เธอและเขาร่วมกันสร้างขึ้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากพลังความปรารถนาทางเพศที่ครั้งหนึ่งเคยหลับใหลอยู่ในเงามืดของจิตไร้สำนึกของเธอ อย่างที่ฟรอยด์ว่าไว้หรือเปล่า

          รู้ก็แต่เพียงว่า เธอโหยหาชายหนุ่มคนรัก มีความสุขที่ได้อยู่กับเขา ได้กอดจูบ ได้สัมผัสความงดงามบนเรือนร่างของชายหนุ่มที่เธอรัก และปรารถนาให้ความหวานชื่นเช่นนี้อยู่กับเธอไปจนชั่วชีวิต หากเป็นเช่นนั้นจริง เธอคงเป็นผู้หญิงที่มีความสุขที่สุดในโลก

         แต่น่าเศร้าที่ความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะคืนวันอันแสนหวานระหว่างเธอกับเขานั้นมีอายุสั้นไปสักหน่อย 

        สามเดือนให้หลัง เขาเริ่มทำตัวเหินห่างจากเธอ และเธอรับรู้แต่เพียงว่า เขาต้องทุ่มเทเวลาที่มีทั้งหมดไปกับการทำโปรเจคให้เสร็จสิ้นภายในภาคเรียนนั้น ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่สามารถเรียนจบภายในกำหนดเวลาสี่ปี

        สำหรับเธอ คำอธิบายถึงความห่างเหินที่เธอได้ฟังนั้นก็คือเหตุผลและความจำเป็น และเธอก็พยายามเข้าใจมัน แต่สำหรับเพื่อน ๆ ของเธอแล้ว คำพูดของเขาก็เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อเอาตัวรอดเท่านั้นเอง

         บ่อยครั้ง เขาทิ้งเธอให้อยู่ลำพังกับข้ออ้างที่เขาปั้นแต่งขึ้น เพื่อที่เขาจะได้ใช้เวลากับหญิงสาวอีกคน ในแบบเดียวกับที่เขาเคยให้กับเธอในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา

         แน่นอนที่สุด เธอไม่ล่วงรู้ความจริงข้อนี้เลย...

 

 

 

edit @ 21 Oct 2007 12:37:15 by Chai